ในปี 2014 เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ต้องเผชิญหน้ากับหายนะครั้งใหญ่ที่สุด เมื่อหุ่นยนต์ล่าเผ่าพันธุ์อย่าง Sentinels เกือบจะกวาดล้างพวกเขาจนสิ้นซาก ทางออกเดียวคือการย้อนเวลากลับไปในอดีตเพื่อแก้ไขจุดเริ่มต้นของความขัดแย้ง X-Men: Days of Future Past จึงไม่ใช่แค่หนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไป แต่คือการรวมตัวกันของสองยุคสมัยที่ทั้งแฟนเก่าและแฟนใหม่ต้องประทับใจ
| ชื่อต้นฉบับ | X-Men: Days of Future Past |
|---|---|
| ปีที่ฉาย | 2014 |
| แนว | บู๊, ผจญ, นิยายวิทยาศาสตร์ |
| ความยาว | 130 นาที |
| ผู้กำกับ | ไบรอัน ซิงเกอร์ |
| เรท | PG-13 |
| คะแนน TMDB | 7.5/10 (16,620 โหวต) |
ดู X-เม็น : สงครามวันพิฆาตกู้อนาคต ได้ที่ไหน
Disney+


เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
ในโลกอนาคตอันมืดมน เหล่ามนุษย์กลายพันธุ์ที่เหลือรอดถูกไล่ล่าอย่างไร้ความปราณีจากหุ่นยนต์ Sentinel ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อกำจัดพวกเขาทั้งหมด Wolverine (ฮิว แจ็กแมน) จึงต้องย้อนเวลากลับไปในปี 1973 เพื่อตามหา Professor X (เจมส์ แม็กอะวอย) ในวัยหนุ่ม และ Magneto (มิชชาเอล ฟัสเบ็นเดอร์) ที่ยังเต็มไปด้วยความแค้น ให้ร่วมมือกันหยุดยั้ง Mystique (เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์) จากการก่อเหตุที่จะนำไปสู่การสร้าง Sentinels ในอนาคต
การย้อนเวลาในครั้งนี้ไม่ใช่แค่การแก้ไขอดีต แต่คือการเผชิญหน้ากับปีศาจในใจของตัวละครแต่ละคน และการเลือกเส้นทางที่ถูกต้องเพื่อปกป้องทั้งมนุษย์และกลายพันธุ์ให้อยู่ร่วมกันได้ โดยไม่มีการสปอยล์ตอนจบ แต่บอกได้เลยว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะทำให้คุณอึ้งและซาบซึ้งไปพร้อมๆ กัน
งานการแสดงและตัวละคร
สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้พิเศษคือการได้เห็นนักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง แพทริก สจวร์ต และ เอียน แม็คเคลเลน กลับมารับบทเดิมอีกครั้ง พร้อมกับนักแสดงรุ่นใหม่ที่ถ่ายทอดตัวละครในวัยหนุ่มได้อย่างยอดเยี่ยม เจมส์ แม็กอะวอย สร้างความสมดุลระหว่างความอ่อนแอและความหวังของ Professor X ได้อย่างน่าจับตา ขณะที่ ฟัสเบ็นเดอร์ ก็มอบความดุดันและความซับซ้อนให้ Magneto ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ดาวเด่นของเรื่องนี้คงหนีไม่พ้น เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์ ในบท Mystique ที่ต้องต่อสู้กับความเชื่อและอุดมการณ์ของตัวเอง เธอถ่ายทอดความเจ็บปวด ความโกรธ และความสับสนได้อย่างทรงพลัง ส่วน ฮิว แจ็กแมน ในบท Wolverine ก็ยังคงความเท่และแมนสุดๆ แม้บทจะไม่หนักเท่าภาคก่อน แต่ก็เป็นตัวเชื่อมสำคัญที่ทำให้เรื่องราวเดินหน้าได้อย่างลื่นไหล
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
ไบรอัน ซิงเกอร์ กลับมานั่งแท่นกำกับอีกครั้งหลังห่างหายไปหลายปี และเขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเขาคือผู้กำกับที่เข้าใจโลกของ X-Men มากที่สุด การเล่าเรื่องสลับไปมาระหว่างอดีตและอนาคตทำได้อย่างกลมกลืน ไม่ทำให้ผู้ชมสับสน และยังรักษาอารมณ์ของทั้งสองยุคไว้ได้อย่างลงตัว
งานภาพของนิวตัน โธมัส ซีเกล สวยงามและมีมิติ โดยเฉพาะฉากในอนาคตที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง ตัดสลับกับฉากในอดีตที่สดใสและมีชีวิตชีวา ดนตรีประกอบโดยจอห์น ออตแมน ช่วยเสริมอารมณ์ได้อย่างเหมาะเจาะ ทั้งในฉากแอ็กชันที่เร้าใจและฉากดราม่าที่ซาบซึ้ง
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
X-Men: Days of Future Past คือบทพิสูจน์ว่าการรีบูตจักรวาลซูเปอร์ฮีโร่สามารถทำได้อย่างชาญฉลาด โดยไม่จำเป็นต้องลบประวัติศาสตร์เดิมทิ้ง แต่ใช้การย้อนเวลาเพื่อเชื่อมโยงเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน หนังสื่อถึงประเด็นเรื่องการอยู่ร่วมกัน ความแตกต่าง และการให้อภัย ได้อย่างลึกซึ้งผ่านสัญลักษณ์ของมนุษย์กลายพันธุ์ ซึ่งสะท้อนสังคมจริงได้ดี
นอกจากนี้ การตัดสินใจของตัวละครแต่ละตัวล้วนส่งผลต่ออนาคต ทำให้ผู้ชมได้คิดตามว่า หากเราสามารถย้อนเวลาไปแก้ไขอดีตได้ เราจะเลือกทำแบบไหน? หนังไม่ได้ให้คำตอบที่ง่าย แต่ชวนให้เราตั้งคำถามถึงผลของการกระทำ และคุณค่าของการเลือกที่จะให้อภัย
นักแสดงนำ










จุดเด่น
- การรวมตัวของนักแสดงสองยุคที่ลงตัว
- บทหนังที่ชาญฉลาด ซับซ้อน แต่เข้าใจง่าย
- ฉากแอ็กชันและเอฟเฟกต์ที่ตระการตา
- การย้อนเวลาที่เชื่อมโยงจักรวาล X-Men เข้าด้วยกันอย่างแนบเนียน
จุดด้อย
- เนื้อเรื่องอาจซับซ้อนสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับภาคก่อน
- บทบาทของตัวละครใหม่บางตัวยังไม่ถูกใช้ประโยชน์เต็มที่
สรุป
X-Men: Days of Future Past คือหนึ่งในหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ดีที่สุดเท่าที่เคยสร้างมา ด้วยบทที่แน่นหนา การแสดงที่ยอดเยี่ยม และอารมณ์ที่หลากหลาย เหมาะสำหรับทั้งแฟนเก่าที่โตมากับ X-Men และคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งเริ่มดู หากคุณกำลังมองหาหนังที่ทั้งมันส์และมีความหมาย เรื่องนี้คือคำตอบที่สมบูรณ์แบบ
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
X-Men: Days of Future Past ต้องดูภาคไหนก่อน?
ควรดู X-Men: First Class (2011) เพื่อทำความรู้จักตัวละครในอดีต และ X-Men ไตรภาคต้นฉบับ (2000-2006) เพื่อเข้าใจบริบทของอนาคต แต่ถ้าดูเรื่องนี้เรื่องเดียวก็สามารถสนุกได้ เพราะเนื้อเรื่องมีการเล่าย้อนให้เข้าใจ
ทำไม Wolverine ถึงเป็นคนย้อนเวลา?
ในเนื้อเรื่อง Wolverine มีพลังในการรักษาตัวที่รวดเร็ว ทำให้ร่างกายของเขาสามารถทนทานต่อการย้อนเวลาผ่านจิตสำนึกได้ ในขณะที่ตัวละครอื่นไม่สามารถทำได้
X-Men: Days of Future Past เป็นจุดเริ่มต้นของจักรวาลใหม่หรือไม่?
ใช่ หลังเหตุการณ์ในเรื่องนี้ ไทม์ไลน์ของ X-Men ถูกเปลี่ยนแปลง ทำให้เหตุการณ์ใน X-Men: The Last Stand (2006) และ X-Men Origins: Wolverine (2009) ถูกลบออกไป และเปิดทางให้กับภาคต่ออย่าง X-Men: Apocalypse (2016) และ Logan (2017)
มีฉากหลังเครดิตหรือไม่?
มี ฉากหลังเครดิตของเรื่องนี้มีความสำคัญมาก โดยจะเผยถึงตัวละครลับที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเรื่องในภาคต่อ ซึ่งแฟนๆ การ์ตูนจะต้องตื่นเต้นอย่างแน่นอน





