ถ้าคุณคิดว่าการย้อนเวลาไปแก้ไขอดีตเป็นแค่จินตนาการในนิยายวิทยาศาสตร์ ‘เจาะเวลาหาอดีต’ (Back to the Future) จะทำให้คุณเชื่อว่ามันเป็นไปได้ และที่สำคัญมันสนุกจนคุณต้องหัวเราะทั้งน้ำตา หนังคลาสสิกปี 1985 เรื่องนี้ไม่ใช่แค่การเดินทางข้ามเวลา แต่คือการผจญภัยที่เต็มไปด้วยมุกตลก ความอบอุ่น และบทเรียนชีวิตที่ซ่อนอยู่ในทุกฉาก
| ชื่อต้นฉบับ | Back to the Future |
|---|---|
| ปีที่ฉาย | 1985 |
| แนว | ผจญ, ตลก, นิยายวิทยาศาสตร์ |
| ความยาว | 116 นาที |
| ผู้กำกับ | โรเบิร์ต เซเม็กคิส |
| เรท | PG |
| คะแนน TMDB | 8.3/10 (21,962 โหวต) |
ดู เจาะเวลาหาอดีต ได้ที่ไหน
Amazon Prime Video
Apple TV Store
Google Play Movies


เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เรื่องราวเริ่มต้นที่มาร์ตี้ แม็กฟลาย วัยรุ่นผู้รักการเล่นกีตาร์และสเกตบอร์ด ได้พบกับด็อก บราวน์ นักวิทยาศาสตร์ประหลาดที่สร้างเครื่องย้อนเวลาจากรถเดอลอรีน เหตุการณ์ไม่คาดฝันทำให้มาร์ตี้ต้องกระโดดจากปี 1985 ไปสู่ปี 1955 ซึ่งเป็นช่วงที่พ่อแม่ของเขายังเป็นวัยรุ่น การไปปรากฏตัวในอดีตทำให้มาร์ตี้เผลอขัดขวางการพบกันครั้งแรกของพ่อแม่ จนเสี่ยงที่เขาจะไม่มีวันเกิดขึ้นมา เขาจึงต้องหาทางทำให้พ่อกับแม่ตกหลุมรักกันอีกครั้ง ก่อนที่เวลาจะหมดและเขาจะหายสาบสูญไปตลอดกาล
งานการแสดงและตัวละคร
ไมเคิล เจ. ฟอกซ์ ในบทมาร์ตี้ แม็กฟลาย สร้างความประทับใจด้วยความกระฉับกระเฉงและอารมณ์ขันที่ติดดิน เขาทำให้ผู้ชมรู้สึกอินไปกับการผจญภัยของตัวละคร คริสโตเฟอร์ ลอยด์ ในบทด็อก บราวน์ เป็นตำนานของความบ้าคลั่งและความเฉลียวฉลาด ส่วน Crispin Glover และ Lea Thompson ที่รับบทพ่อแม่ในวัยหนุ่มสาวก็เล่นได้สมบทบาท โดยเฉพาะลีอาที่ต้องแสดงทั้งความเขินอายและความมั่นใจในเวลาเดียวกัน Thomas F. Wilson ในบทบิฟฟ์ ทาเนน ตัวร้ายก็เป็นตัวละครที่เกลียดได้สนุก ทำให้หนังมีสีสันมากขึ้น
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
โรเบิร์ต เซเม็กคิส ผู้กำกับสามารถผสานความตลกและความตื่นเต้นได้อย่างลงตัว ภาพยนตร์ใช้เทคนิคพิเศษที่ล้ำสมัยในยุคนั้น เช่น การขับรถเดอลอรีนย้อนเวลาและการเปลี่ยนฉากจากปี 1985 เป็น 1955 อย่างเนียนตา ดนตรีประกอบโดย Alan Silvestri โดยเฉพาะเพลง ‘The Power of Love’ ทำให้อารมณ์ของหนังเข้มข้นขึ้น การตัดต่อจังหวะสนุกสนานทำให้หนังไม่น่าเบื่อแม้แต่เสี้ยววินาที
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
สิ่งที่ทำให้ ‘เจาะเวลาหาอดีต’ แตกต่างจากหนังย้อนเวลาเรื่องอื่นคือการที่มันไม่ได้มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ใหญ่โต แต่กลับเน้นความสัมพันธ์ในครอบครัว หนังสอนให้เราเห็นว่าการกระทำเล็กๆ น้อยๆ ในอดีตสามารถส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่ออนาคต และที่สำคัญมันย้ำเตือนว่าการยอมรับตัวตนของตัวเองสำคัญกว่าการพยายามเป็นคนอื่น นอกจากนี้ยังสะท้อนสังคมอเมริกันในยุค 50 กับ 80 ได้อย่างน่าสนใจ ผ่านเสื้อผ้า ดนตรี และค่านิยม มุกตลกที่แทรกไว้อย่างแนบเนียนทำให้หนังดูสนุกและร่วมสมัยอยู่เสมอ
นักแสดงนำ










จุดเด่น
- เค้าโครงเรื่องสร้างสรรค์และสนุกสนาน
- การแสดงของนักแสดงนำโดดเด่นทุกตัวละคร
- ดนตรีประกอบและเพลงประกอบเป็นตำนาน
- การผสมผสานระหว่างตลกและนิยายวิทยาศาสตร์ได้อย่างลงตัว
จุดด้อย
- เทคนิคพิเศษบางฉากอาจดูเชยสำหรับผู้ชมยุคใหม่
- พล็อตมีความขัดแย้งเรื่องเวลาบ้างเล็กน้อย
สรุป
‘เจาะเวลาหาอดีต’ เป็นหนังที่ทุกคนควรดูอย่างน้อยสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าคุณจะเป็นแฟนนิยายวิทยาศาสตร์หรือคนรักหนังตลก หนังมีครบทุกอารมณ์ ทั้งหัวเราะ ลุ้น และซาบซึ้งใจ ถ้าคุณยังไม่เคยดู รีบไปหามาดูเลย แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมหนังปี 1985 เรื่องนี้ถึงยังคงเป็นตำนาน
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เจาะเวลาหาอดีตมีกี่ภาค?
หนังมีทั้งหมด 3 ภาค โดยภาคแรกออกฉายปี 1985 ภาคสองปี 1989 และภาคสามปี 1990
รถเดอลอรีนในหนังเป็นรถจริงหรือเปล่า?
ใช่ รถเดอลอรีน DMC-12 เป็นรถจริงที่ถูกดัดแปลงเพื่อใช้ในการถ่ายทำ โดยมีทั้งหมด 7 คันสำหรับฉากต่างๆ
ทำไมหนังถึงมีชื่อไทยว่า 'เจาะเวลาหาอดีต'?
ชื่อไทยถูกตั้งขึ้นเพื่อสื่อถึงการเดินทางข้ามเวลาเพื่อค้นหาหรือแก้ไขอดีต โดย 'เจาะเวลา' หมายถึงการทะลุผ่านกาลเวลา
หนังเรื่องนี้มีฉากที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์จริงไหม?
ในหนังมาร์ตี้เปลี่ยนประวัติศาสตร์โดยไม่ได้ตั้งใจ แต่สุดท้ายเขาสามารถแก้ไขได้ โดยหนังสอนว่าการเปลี่ยนแปลงอาจส่งผลกระทบร้ายแรง





